No account yet?
 
 
You are here:: News ธนชาติ นุ่นนนท์ ขุนพลใหม่...นำทัพล่าฝันซอฟต์แวร์ไทย
 
 

ธนชาติ นุ่นนนท์ ขุนพลใหม่...นำทัพล่าฝันซอฟต์แวร์ไทย

E-mail Print PDF

ธนชาติ นุ่นนนท์ ขุนพลใหม่...นำทัพล่าฝันซอฟต์แวร์ไทย

โดย : วริยา คำชนะ

ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค)

ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค)

แนวทางการส่งเสริม อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ต่อไปนี้ จะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก อุดช่องโหว่ของเงินตราที่มีโอกาสไหลออกสู่ต่างประเทศ

เมื่อตลาดถึงจุดเปลี่ยน สู่ยุค "นิว คอมพิวติ้ง" แถมยังมีแรงบวกทั้งวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติ เป็นเหตุผลสำคัญของความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันหาทางออกให้ได้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปให้ซอฟต์แวร์ไทย เข้าไปยืนในตลาดโลก

วันนี้มือฉมังและคุ้นเคยกันดีของวงการ "ธนชาติ นุ่มนนท์" ได้ถูกดึงตัวเข่ารับบทบาทผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) ยุคที่ 3 แบบไร้คู่แข่งและข้อกังขาใดๆ แทนที่ "สุวิภา วรรณสาธพ" อดีตผู้อำนวยคนที่ 2 ซึ่งขยับขึ้นไปนั่ง "ผู้ช่วยผู้อำนวยการ" สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ตำแหน่งนี้ ใครต่อใครทั่วทั้งวงการต่างคาดหวังและจับจ้องดูว่าจะสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่ง ใหญ่ บาลานซ์ระหว่างการบริหารในอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคตได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า 2 ขุนพลอดีตเคยทำได้แค่ไหน

มั่นใจมือฉมังวงการซอฟต์แวร์

ก่อนมาอยู่ ณ จุดนี้ ธนชาติ เล่าว่า ทำงานวิจัยมาก่อน เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นมากว่า 10 ปี จากนั้นย้ายไปอยู่บริษัท ซัน ไมโคร ซิสเต็มส์ เพื่อเรียนรู้ชีวิตภาคเอกชนว่าเป็นอย่างไร อะไรคือการทำงานในแนวคิดของเอกชน ซึ่ง ณ จุดนั้นได้เรียนรู้งานหลายๆ อย่าง ทั้งโชคดีที่แม้อยู่เอกชนแต่ทางเดินในวงการมั่นใจได้ว่า "มือสะอาด" มีจรรยาบรรณและเป้าหมายการทำงานชัดเจน ไม่มีความคิดว่าจะไปจ่าย "ใต้โต๊ะ" ให้ใคร

และก็เป็นธรรมชาติของเอกชนที่มีการซื้อขายควบกิจการกัน บริษัทใหญ่ซื้อบริษัทเล็ก เมื่อ "ออราเคิล" เข้าเทคโอเวอร์ "ซัน" เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะนั้น ทางออราเคิลยินดีให้เข้าทำงานด้วย แต่เขามองว่า "มันไม่ใช่แล้ว อยากจะลองรับงานลักษณะศิลปิน ว่างก็ไม่ต้องทำงาน พอทำได้พัก คุณสุวิภา อดีตผู้อำนวยการมาชวนให้รับงานที่ซอฟต์แวร์พาร์ค สุดท้ายจึงตัดสินใจรับตำแหน่ง"

เขาบอกว่า การได้นำความรู้ที่มีจากทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชนมาช่วยประเทศชาติ เป็นสิ่งที่ดี ขณะเดียวกัน จากที่เคยเข้ามาคลุกคลีอยู่ซอฟต์แวร์พาร์คอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างเป็นอาจารย์ทำให้มั่นใจในทีมงานของที่นี่ว่ามีคุณภาพ ซึ่งที่ "รอม หิรัญพฤกษ์" ผู้อำนวยการซอฟต์แวร์พาร์คคนแรก เคยกล่าวว่า ความสำเร็จสูงสุดของการทำซอฟต์แวร์พาร์ค คือ การดึง "คุณสุวิภา" เข้ามาช่วย เขาเองก็คาดหวังจะให้คุณสุวิภามีความรู้สึกเช่นนั้น และไม่ผิดหวังที่ส่งงานต่อมาให้เขา

"ยุคแรกซอฟต์แวร์พาร์คเป็น ยุคที่เริ่มก่อตั้ง ทั้งในแง่ของโครงสร้าง เทคโนโลยี รวมถึงศึกษาความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ยุคที่สอง คือ ยุคที่เกิดความร่วมมือระหว่างกันจากหลายภาคส่วนทั้งใน และนอกวงการ ยุคที่ 3 ของผมเป็นยุคที่อยู่ในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในโลกไอที ถ้าคนทำซอฟต์แวร์ไม่เปลี่ยนตาม ย่อมทำให้การแข่งขันสะดุดลง บทบาทของผมจะพยายามทำให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศผลิตซอฟต์แวร์ สร้างให้เป็นแลนด์มาร์ค หรือซิมโบลิค และทำให้เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม"

ดันโรดแมพใหม่รับเกมเปลี่ยน

ผู้อำนวยการซอฟต์แวร์พาร์คคน ใหม่ ย้ำว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เป็นทั้งโอกาส และความน่าสะพรึงกลัว วิสัยทัศน์ใหม่จำเป็นต้องไม่ยึดติดกับสถานที่ แต่จะปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความต้องการของชุมชนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พร้อมกับชู 5 บทบาทสำคัญ รวมทั้งหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขยายตลาดให้กว้างขึ้น

ทั้งนี้ 5 บทบาทสำคัญที่ ผอ.คนใหม่ ตั้งเป้าไว้ ประกอบด้วย 1. คงบทบาทให้ซอฟต์แวร์พาร์คเป็น จุดศูนย์กลางของธุรกิจซอฟต์แวร์ไทย 2. เป็นที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยีใหม่ให้แก่วงการ 3. สร้างความเข้มแข็งให้แก่ตลาด 4. สร้างความร่วมมือแนวใหม่เพิ่มความโดดเด่นมากขึ้นจากยุคเดิม 5. มุ่งสร้างความต้องการของตลาดซอฟต์แวร์ในประเทศให้เติบโตแบบยั่งยืน

ธนชาติ บอกว่า ในบทบาทผู้นำมองว่าแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ต่อไปนี้จะต้องปรับ เปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ซึ่งขณะนี้ เขากำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ รับกระแสตลาด อุดช่องโหว่ของเงินตราที่มีโอกาสไหลออกสู่ต่างประเทศ

"ส่วนตัวพบคำถามเยอะมากกว่าซอฟต์แวร์พาร์คทำอะไร ซิป้าทำอะไร หากให้เปรียบเทียบกัน ซิป้า คือ บีโอไอ ช่วยส่งเสริมการลงทุน บทบาทของซอฟต์แวร์พาร์ค คือ นิคมอุตสาหกรรมที่ต้องมีที่ให้ทำธุรกิจ พร้อมกับเข้าไปสร้างตลาด และกระบวนการให้เข้มแข็ง รวมถึงบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาไม่จำกัดจำนวน"

อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนปฏิบัติการ ปี 2554 ธนชาติบอกว่า หากต้องพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ภายในประเทศ พร้อมกับผลักดันผลงานให้ก้าวไปถึงระดับอินเตอร์ จำเป็นต้องเร่งผลักดันงานสำคัญ 7 อย่างให้สำเร็จโดยเร็ว

คือ 1. ขยายสาขาของซอฟต์แวร์พาร์คอย่าง น้อย 3 สาขา 2. เปิดตัวฟรีแลนซ์สเปซรับกระแสคลื่นลูกใหม่ขึ้นเป็นแห่งแรกในไทย 3. ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพด้านไอทีป้อนสู่ตลาด 4. ผลิตโซลูชั่นด้านซอฟต์แวร์ เจาะตลาดอุตสาหกรรม 5. สร้างศูนย์ทดสอบซอฟต์แวร์มือถือ 7. ทำอีมาร์เก็ต เพลส สำหรับโซลูชั่นด้านซอฟต์แวร์ไทยสู่ตลาดเอสเอ็มอีและตลาดโลก และ 7. ใช้เทคโนโลยีโมบาย และคลาวด์คอมพิวติ้งเป็นเรือธงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

ชูธงคลาวด์-โมบายสู้ศึกอินเตอร์

ธนชาติ เสริมอีกว่า การ์ทเนอร์ระบุชัดเทรนด์เทคโนโลยีกำลังมาแรงปี 2554 คือ โมบาย และคลาวด์คอมพิวติ้ง ฉะนั้น การสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย จำเป็นต้องทำให้นักพัฒนาเคลื่อนตัวเองเข้าสู่ตลาดใหม่ระดับโลกให้ได้ในระยะ ยาว และหากปรับตัวได้ทัน ก็จะทำให้การขยายตลาดระดับนานาชาติทำได้ง่ายขึ้น

งานนี้มีประเด็นสำคัญ คือ การขยายตัวจากการเป็นเขตอุตสาหกรรม ที่ต้องเป็นสำนักงาน (พาร์ค) ให้กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมเสมือนจริง (Virtual Park) สอดคล้องกับการเติบโตของเทคโนโลยี และทำให้เกิดการขยายตัวของการสนับสนุนอย่างไม่จำกัด

"ตลาดคลาวด์ คอมพิวติ้ง แม้จะเปิดตลาดให้แก่ไทยสู่ตลาดโลก แต่ขณะเดียวกัน ก็เปิดตลาดโลกเข้าสู่ตลาดไทยด้วยเช่นกัน หากซอฟต์แวร์ไทยไม่เข้มแข็งพอ ก็อาจเสียตลาดในประเทศไปได้"

นอกจากนั้น ส่วนงานที่เกี่ยวกับการส่งเสริมเทคโนโลยีโมบาย ขณะนี้ ต้องเร่งให้ทั้งอุตสาหกรรมตระหนักและรับรู้แนวโน้มในเชิงลึกโดยด่วน พร้อมกับปรับเปลี่ยนหลักสูตรการอบรมให้เอื้อกับเทคโนโลยีในทันที ทั้งระดับนักพัฒนา นักการตลาด จนถึงผู้บริหาร

รวมถึงขอความร่วมมือกับทั้งเจ้าของระบบปฏิบัติการและเจ้าของโทรศัพท์มือ ถือให้สนับสนุนโครงการ ลดช่องว่างปัญหา ความยุ่งยากเนื่องจากมือถือมีหลายระบบปฏิบัติการ และใช้ต้นทุนสูง

เขาระบุด้วยว่า เป้าหมายหลักปีนี้ ซอฟต์แวร์พาร์คยัง มุ่งเน้นที่จะสร้างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งสอง โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาและประเมินความเป็นไปได้ว่าจะมีจำนวนเท่าไร อีกทั้งยังจะมีโครงการร่วมทุนกับภาคเอกชนบางส่วน เพื่อสร้างโครงการใหม่ผลักดันให้เกิดศูนย์การพัฒนาเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น